4 สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเราจะเริ่มทำการสร้างบ้าน

สร้างบ้าน

“การสร้างบ้าน” นั้นเป็นความฝันของใครหลาย ๆ คน ใช่ไหมครับ ? และเมื่อบางทีเงินถึงแล้ว ความฝันเรากก็ใกล้จะถึงฝันแล้ว แต่สำหรับบางคนที่กำลังจะสร้างบ้านนะครับ วันนี้เรามีข้อมูลมาให้ท่านพิจารณาก่อนสักนิดก่อนที่จะเริ่มสร้างบ้านก่อนดีกว่า เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์การสร้างบานของคุณได้มากขึ้นนะครับ

สมาชิกในบ้าน

            สมาชิกในการอยู่ของบ้านเรานั้นเป็นอย่างไร มีครอบครัวใหญ่ไหม ? หรือ อยู่กันแบบ พ่อ แม่ ลูก มีสมาขิกไม่เยอะนั้นก็เป็นของสำคัญในการเลือกนะครับ เพราะว่าหากเราไม่รู้จำนวนสมาชิกในบ้าน แต่ ดังลงมือ หรือ เริ่มสร้างบ้านเลยนั้นพอบ้านเสร็จมา กับจำนวนสมาชิก นั้นจะไม่สมดุลกัน บางทีอาจจะขาดห้องสำหรับสมาชิกไปก็ได้นะครับ

งบประมาณในการก่อสร้าง

            เมื่อเรารู้จำนวนสมาชิกในบ้านแล้ว ของต่อมาที่เราต้องรู้นั้นคือ “งบประมาณ” ของเราที่มีอยู่ เรามีเงินเท่าไหร่ในการสร้างบ้านของเรา เราจะสร้างบ้านแบบไหน มีพื้นที่เท่าไหร่ พอดีกับงบของเราไหม เราต้องเข้าใจในเรื่องนี้ก่อนนะครับไม่ใช่ว่าสร้างบ้านที่เกินงบของตัวเอง หรือ สร้างใกล้เสร็จแล้ว งบดันหมดก่อนจำบากเอานะครับ

วางแผน การสร้าง

            เมื่อเรารู้แล้วว่ามีงบเท่าไหร่ ต่อมาเราก็เตรียมแบบบ้าน โดยอาจจะพึ่งบริษัทรับออกแบบบ้าน หรือ Freelance ที่รับออกแบบบ้านก็ได้ และหากเราเลือกใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านก็ให้เข้าไปคุยทั้งเบเบบบ้านพร้อมกับเซ็นสัญญา และดูแลกำหนดการสร้างให้เป็นไปตามที่กำหนด เพื่อที่เราจะได้วางแผนทุกอย่างได้ลงตัว ทั้งช่วงเวลาเข้าอยู่ บ้านเสร็จตอนไหน ถ้าหากเรารุ้กำหนดการจะช่วยเราวางแผนได้ง่ายขึ้น

ความสูงของบ้าน ?

            บ้านเราควรมีกี่ชั้น ? นั้นขึ้นอยู่กับพ่ออยู่อาศัย และขนาดของที่ดิน เช่น หากเรามีผู้สูงอายุด้วย เราไม่ควรสร้างบ้านสองชั้น หรือบ้านที่มีพื้นที่ต่างระดับเกินไป ให้เราเลือกสร้างบ้านที่มีพื้นชั้นเดียวแต่เน้นที่ความกว้างมากกว่า แต่ถหากเราอยู่แบบ ครอบครัว พ่อ แม่ลูก และต้องการความเป็นส่วนตัว ก็อาจจะสร้างบ้านสองชั้น เพื่อมีห้องสำหรับแต่ละคนก็ได้นะครับ

               ดังนั้นก่อนเราจะสร้างบ้านนั้น เราควรพิจารณาจากหลาย ๆ ปัจจัยนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของสมาชิกภายในบ้าน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ไม่ใช่ว่าจำนวนสมาชิกในบ้านเยอะ แต่สวนทางกับพื้นที่ใช้สอยที่น้อยจะทำให้บ้านเราแออัดนะครับดังนั้นเรื่องนี้ต้อง ต้องระหน่อยนะครับ

ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน ของดี ๆ ที่หลายคนอาจจะไม่รู้จัก

ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน

สำหรับบ้านไหนที่มีเด็กทารก หรือเด็กน้อยแบเบาะ แล้วอาจจะประสบปัญหาเหล่าเด็กน้อยของเราฉี่รดที่นอนได้ไหมครับ ? ซึ่งสำหรับการแก้ปัญหาข้อแรกเลยนั้นคือการใช้แพมเพริส ช่วยกันไม่ให้เด็กนั้นฉี่รดที่นอนได้แน่นอน แต่ว่ามันก็ไม่ช่วยในเรื่องความสบายตัวและกลิ่นอับใช่ไหมครับ ? วันนี้เราเลยมาพูดถึงไอเท็มเด็ด ๆ อีกอย่างที่ใช้ได้ดีไม่แพ้กันนั้นคือ ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน

ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน คืออะไร ?

                คือผ้าที่เราใช้ลองที่นอนก่อนที่เราจะปู้ผ้าที่นอน ช่วยให้ความชื้น ฉี่ นั้นไม่ซึมไปถึงที่นอนของเรานั้นเอง ทำให้ทุกการหลับนั้นนสบายตัวมากขึ้น เพราะว่ามีผ้ารองกันเปื้อนที่นอน จะทำให้รู้สึกนิ่มขึ้นด้วย และยังรองรับฉี่ที่ออกมาตอนเจ้าตัวน้อยหลับอีกด้วย ทำให้ที่นอนไม่ได้เจอกับความชื้นนั้นเอง

ที่นอนนุ่มขึ้น

            แน่นอนว่าหากเรามี ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน นั้นเราก็จะได้มีผ้าปูอีกชั้นอีกหนึ่งทำให้ที่นอนของเรานุ่มนิ่มกันอีกด้วยสามารถที่จะนอนได้สบายไม่ปวดหลับ และยังไม่ต้องหวงและกังวลเรื่องของเวลาเจ้าตัวน้อยปวดฉี่อีก เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยก็ว่าได้ ได้ทั้งความสบายตัวจากความนุ่ม และไม่ต้อง ห่วงเจ้าตัวน้อยฉี่รดที่นอน

ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค

            แน่นอนว่าหากเรามี ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน แล้วความชื้นจะไม่ตรงไปถึงที่นอนและนั้นจะทำให้เชื้อโรคและแบคทีเรียนั้นไม่ได้ตกไปอยู่ที่นอน ทำให้เหล่าเจ้าตัวน้อยสบายตัวมากขึ้น และไม่ต้องเจอกับแบคทีเรียมากขึ้นอีกด้วย

หาซื้อง่าย          

            สำหรับ ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน นั้นไม่ได้หาซื้อยากอย่างที่คิดหาซื้อได้ตามร้ายขายที่นอนทั่วไปได้เลย ซึ่งราคานั้นก็ไม่แพงมากด้วย สามารถหาซื้อง่าย ๆ เลยด้วย

                ดังนั้นหากบ้านไหนมีเจ้าตัวน้อยและไม่อยากให้เจาะตัวน้อยเหนอะหนะเวลาปวดฉี่ในตอนกลางคืนละก็ ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน คือทางออกที่ดีแน่นอนครับ เพราะไดัทั้งความสบาย และ ความไม่ต้องห่วงเรื่องฉี่รดที่นอนอีกมั่นใจในทุกคืน ตื่นทุกเช้าได้อย่างสบายใจแน่นอน

เลือก Catering แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ

Catering

Catering เป็นบริการรูปแบบอาหารที่เราเติบโตมาพร้อมกับ บริการนี้ตั้งแต่เด็กเลยก็ว่าได้ เพียงแต่เราอาจจะไม่คุ้นชื่อถ้างั้นถ้าผมเรียก “โต๊ะจีน” แน่นอนว่าทุกคนต้องรู้จักแนน่นอน เพราะทุก ๆ คนต้องผ่านรูปแบบนี้ในงานเลี้ยงต่าง ๆ เช่น กินเลี้ยงวันครบรอบบริษัท กินโต๊ะจีนงานบวชคนรู้จัก และยังมีอีกหลาย ๆ งานที่ใช้รู้แบบโต๊ะจีน แต่วันนี้เราจะมาแนะนำที่มากกว่าโต๊ะจีนกันว่ามีรูปแบบอะไรอีกบ้างที่เราสามารถเลือกใช้บริการ Catering

1.Cocktail

                เป้นรูปแบบการจัดอาหารเน้อนอื่มท้องแต่ทานไม่เยอะ นั้นคือจะเป็นการเสิร์ฟอาหารไว้ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งอาหารนั้นจะเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำให้แขกในพิธีตักทานง่าย ๆ  คำไม่ใหญ่เกินไป  โดยอาหารนั้นสามารถเดินหยิบได้เรื่อย ๆ ทางพนักงานจะเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ และเอามาถือไว้เผื่อแขกเรียกอีกด้วย ซึ่งงานที่ใช้การจัดรูปแบบั้นจะเน้นเป็นงานที่เน้นให้แขกได้คุยกันมากกว่ามาทานอาหาร เช่นแถลงข่าว งานแต่ง

2.โต๊ะจีน

            รูปแบบที่เราคุ้นเคยกันนั้นคือรูปแบบที่จะมีคนเข้ามาเอาอาหารมาเสิร์ฟ ไม่ว่าจะเป็นเซ็ทหรือแบบจานเดี่ยว ซึ่งการจัดงานยังนั้นจะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไปนั้นคือ ข้อดีทางเจ้าภาพจะสามารถกะจำนวนแขกที่เขข้ามาร่วมงานได้ แต่ข้อเสียนั้นก็มีด้วยเช่นกันนั้นคือ จะใช้พื้นที่เยอะ คนที่มาร่วมงานอาจจะไม่สนิทกันและเมื่อได้นั่งโต๊ะเดียวกันอาจจะอึดอัด  โดยการจัดงานเลี้ยงแบบโต๊ะจีนนั้นเหมาะกับงานที่มีแขกเป็นผู้ใหญ่ เช่นงานแต่ง  หรืองานเลี้ยงปีใหม่ขององกรร์ก็จะใช้รูปแบบนี้ด้วยเช่นกัน

3.บุแฟ่ต์

            การจัดที่ใคร ๆ หลายคนชอบเพราะแขกสามารถเดินตักทานอาหารแบบไม่จำกัดได้ด้วยโดยข้อดีของการจัดงานแบบนี้คือเราที่เป็นเจ้าภาพสามารถคำนนวนค่าอาหารแบบรายหัวได้เลย และยังสามารถเลือกอาหารตามใจเราได้อีกด้วย ส่วนข้อเสียนั้นคือไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ หรือ คนที่เดินบ่อย ๆ ไม่ได้  หรือคนที่ไม่สะดวกในการตักอาหารเอง งานนี้จะใช้ในการที่ไม่ได้ใช้พิธีรีตองไรมากเช่น งานเลี้ยงสังสรร์ในองกรณ์ งานแต่ง

                เป็นไงครับสำหรับ 3 รูปแบบการจัด Catering ดังนั้นหากท่านวางแผนจะจัดงานไว้แล้วละก็ลองเอาข้อมูลทั้งสามรูปแบบในการเลือกจัดงานดูสิครับว่าจัดรูปแบบไหนถึงจะเหมาะกับงานตัวเอง เพราะหากเลือกได้เหมาะกับการจัดงานของตัวเองนอกจากร้านที่จัดจะได้ชื่อเสียงด้วยแล้ว คุณอาจจะโดดนชมว่าตาถึงในการจัดงานด้วยนะครับ

บทเพลงคาราบาวกับการสะท้อนค่านิยมในสังคม2

บทเพลงคาราบาว

บางคนคิดเพียงว่า เพลงก็คือเพลง จะสามารถสะท้อนสังคมได้อย่างไรกัน แต่จะมีสักกี่คนที่เชื่อว่า เพลงหนึ่งเพลง จะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของสังคมในขณะนั้นได้ ในแต่ละยุคสมัยการสร้างสรรค์บทเพลงขึ้นมา ย่อมมีปัจจัย แรงบันดาลใจต่างๆ ที่ทำให้ผู้แต่งหยิบยกขึ้นมาเพื่อเรียบเรียงเป็นบทเพลง บ้างนึกจินตนาการถึงสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนรัก ที่สรรค์สร้างออกมาเป็นเพลงรัก หวานๆ ซึ้งๆ แต่ใช่ว่าเพลงจะเป็นเพลงรักเสมอไป ลึกๆ แล้ว เมื่อฟังแล้วคิด วิเคราะห์ตาม เราจะได้ทราบถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ในบทเพลง รวมถึงค่านิยม ที่ใครหลายๆ คน ไม่คิดว่าจะพบในบทเพลงด้วย

          ในช่วงหนึ่ง เพลงที่สามารถสะท้อนสังคม และค่านิยมได้ มักจะเป็นบทเพลงที่ใครๆ ต่างเรียกว่า เพื่อชีวิต โดยบทเพลงเหล่านี้ได้รับการสรรค์สร้างมาจากสภาพแวดล้อม สังคม และชีวิตของผู้แต่งในขณะนั้น จึงสามารถสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ตั้งแต่ชื่อเพลง จนกระทั่งในเนื้อเพลง โดยเพลงเพื่อชีวิต ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมากที่สุด คือ เพื่อชีวิตของคาราบาว ที่ผู้คนนิยมเป็นอย่างมาก และยังฮิตติดหูมาจนถึงปัจจุบัน ลองมาดูกันว่า บทเพลงใดของคาราบาว ที่สามารถสะท้อนค่านิยมต่างๆ ในสังคมให้ผู้ฟังได้รับรู้บ้าง

  1. เพลง แม่สาย พ.ศ.2531 เนื้อความในสบทเพลง กล่าวถึง ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่ถูกพ่อแม่ขายให้เป็นโสเภณีในเมืองหลวง ด้วยความรักและกตัญญูต่อบุพการี เธอจึงต้องยอมแลกอิสระภาพและความสุข ไปกับการเป็นโสเภณี สะท้อนให้เห็นว่าในยุคสมัยนั้น ในชนบทเต็มไปด้วยความยากจนและแร้นแค้น จนกระทั่งพ่อแม่ต้องตัดสินใจขายลูกสาว เพื่อให้ตนเองได้มีกินมีอยู่ ส่วนลูกนั้น ต้องยอมจำนนด้วยเพียงวเพราะความกตัญญุ โดยไม่คำนึงถึงความลำบากกายและทุกข์ใจของตนเอง อีกทั้งยังสะท้อนปัญหาของโสเภณีที่มีมากในสมัยนั้นด้วย
  2. เพลง มหาลัย พ.ศ.2527 เป็นบทเพลงที่เนื้อหายังคงกินใจผู้ฟังตั้งแต่ยุคนั้นมาจนถึงยุคนี้ ซึ่งก็ผ่านมาแล้ว 35 ปี เนื่องจากเนื้อหาของบทเพลง ได้กล่าวถึงนักศึกษาที่เรียนจบแล้วแต่ยังไม่มีงานทำ เพราะแพ้เส้นสายต่างๆ ทำให้ตนยังไม่สามารถหางานได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังคงพบเจออยุ่ในปัจจุบัน เรื่องของเส้นสายที่พบได้ในทุกหน่วยงานทั่วประเทศไทย รวมถึงนักศึกษาที่ตั้งใจเล่าเรียน แต่สุดท้ายก็ตกงาน ถึงว่าเปิดเพลงนี้ทีไร สะกิดใจให้วัยเรียนลุกขึ้นโชว์พลังเสียงกันอย่างคึกคนอง
  3. เพลงวิชาแพะ พ.ศ.2534 หลายคนคงงุนงงว่า วิชาแพะมันคืออะไร หรือบางคนก็เข้าใจดี แพะในบทเพลงนี้หมายถึง แพะรับบาป เป็นเพลงที่จิกกัดสังคมได้อย่างแยบยล ที่แฝงไปด้วยความงดงามของภาษาที่ผู้แต่งประพันธ์ออกมาเป็นบทเพลง ซึ่งเพลงนี้สามารถสะท้อนปัญหาของสังคมไทยเรื่องการจับแพะ หรือการยอมเป้นแพะได้เป็นอย่างดี

จะเห็นได้ว่าบทเพลงต่างๆ ไม่ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อความจรรโลงใจเท่านั้น แต่ยังสามารถให้เราได้ศึกษาและเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ หรือสภาพสังคม ค่านิยมในแต่ละยุคสมัยได้อีกด้วย