รับทำบิ้วอินภายในบ้านราคาเป็นกันเอง

www.usfurnish.com

บ้านเป็นสถานที่อาศัยหลักที่สำคัญสำหรับใครๆเพราะว่าการที่เรามีบ้านนั้นก็เพื่อที่จะทำให้เราได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวที่อบอุ่น ทุกอย่างนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เราเองไม่ควรที่จะมองข้ามเลย อะไรที่เราจะต้องใส่ใจในตัวบ้านก็ควรที่จะต้องใส่ใจ 

ทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่องของบ้านนั้นก็ต้องตกแต่งหรือดูแลให้อย่างดีที่สุดโดยที่เราเองไม่ต้องเสียเงินหลายๆครั้ง การที่เรามีบ้านก็เพื่อที่จะได้อำนวยความสะดวกให้กับเราในทุกๆอย่างไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การตกแต่งกำแพงบ้าน การทาสีบ้าน หรือแม้กระทั่งการหาตู้หรือของที่ใช้ในการตกแต่งบ้าน ทุกอย่างนี้จึงเป็นส่วนที่สำคัญอย่างมากที่สุดที่เราเองจะมองข้ามไม่ได้

การที่เราจะตกแต่งบ้านนั้นการทำบิ้วอินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่เราจะต้องมีในเรื่องของการทำบิ้วอินเพื่อให้บ้านเป็นไปตามแบบที่เราต้องการอย่างมากที่สุด แล้วจะทำอย่างไร ไม่ยากเลยในตอนนี้หากเราอยากหาที่ทำบิ้วอินก็ต้องเลือกบริษัทรับทำบิ้วอินอย่าง usfurnish ที่มีการบริการให้กับเราอย่างครบทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งบ้านภายในแบบไหนก็สามารถที่จะเลือกที่นี่เป็นที่ปรึกษาในเรื่องของการตกแต่งบ้านหรือออกแบบบิ้วอินบ้านได้เลย

ทุกๆอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเพียงแต่เราเองจะต้องหมั่นที่จะวางแผนหรือดูงบประมาณของตนเองดูก่อนว่าเราถนัดแบบไหนอย่างไร ซึ่งถ้าหากเราไม่วางแผนก็จะทำให้เราคุยกับทางบริษัทไม่รู้เรื่องแถมงานที่ได้ออกมาอาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นด้วย ในตอนนี้มีบริษัทรับทำบิ้วอินอย่าง usfurnish อย่างมากมายโดยถ้าหากเราไม่รู้ว่าแบบที่เราจะได้รับนั้นเป็นแบบไหนก็สามารถที่จะเข้าไปที่ www.usfurnish.com เพียงเท่านี้เราก็จะเห็นแบบที่มากมายทำให้เราเกิดไอเดียใหม่ๆขึ้นมาโดยที่เราไม่ต้องกังวลใจอีกด้วย

ในเรื่องของการทำบ้านนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากเราเองจึงต้องเป็นคนที่รู้จักที่จะใส่ใจในรายละเอียดทุกส่วนของบ้านที่จะตกแต่งหรือทำการบิ้วอินเพื่อจะได้ไม่ผิดพลาดหรือเสียเวลาอีกด้วย การทำบ้านแต่ละครั้งนั้นต้องจ้างช่างเป็นผู้ลงมือทำ หากจ้างช่างแล้วก็จะต้องเสียเงินทุกอย่างนั้นเป็นเงินไปหมดทางที่ดีเราเองจะต้องป้องกันไม่ให้งบประมาณนั้นบานปลายโดยการวางแผนกับทีมรับทำบิ้วอินเสียก่อนเพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีและเป็นไปตามที่ต้องการอย่างมากที่สุดด้วย

4 ปัญหาที่เกิดจากการใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม!

รองเท้าแตะนวดฝ่าเท้า

รู้หรือไม่ว่า เพียงแค่คุณใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม ก็เท่ากับว่าลากตัวปัญหาเข้ามาในชีวิตแล้วล่ะค่ะ ซึ่งปัญหาที่เกิดจากการใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม มีดังต่อไปนี้

  • นิ้วหัวแม่เท้าเก

พบได้ในผู้ที่ใส่รองเท้าหน้าแคบ ทำให้นิ้วหัวแม่เท้าเกหรือบิดเข้าสู่นิ้วชี้ มีอาการปวดบริเวณข้อนิ้วหัวแม่เท้าที่นูนออกเพราะเสียดสีกับรองเท้า อาจเกิดหนังด้านและมีการอักเสบของถุงน้ำที่บริเวณนี้ได้  บางครั้งนิ้วหัวแม่เท้าเบียดนิ้วเท้าอื่นๆ ทำให้นิ้วเกยกัน ถ้าเป็นมากจะพบนิ้วชี้เท้าถูกเบียดลอยขึ้นอยู่บนนิ้วหัวแม่เท้า ผิวด้านบนของนิ้วเท้าที่เกยกันอาจเสียดสีกับรองเท้าทำให้เกิดหนังด้าน บางรายอาจมีอาการปวดจากเยื่อหุ้มข้อทางด้านในถูกดึงยืดและจากเส้นประสาททางด้านในถูกกดและดึงรั้งด้วย นอกจากนี้การมีนิ้วหัวแม่เท้าเกทำให้นิ้วหัวแม่เท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ภาระจึงตกอยู่กับฝ่าเท้าบริเวณนิ้วชี้ถึงนิ้วก้อยแทน  ทำให้เจ็บบริเวณฝ่าเท้าและมีหนังด้านเกิดขึ้น

  • ปวดฝ่าเท้าด้านหน้า 

พบได้ในผู้ที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำซึ่งฝ่าเท้าจะต้องรับน้ำหนักมาก อาการปวดจะเป็นเวลาเดินบนพื้นแข็งหรือใส่รองเท้าส้นสูง มักเจ็บลดลงเมื่อเดินบนพื้นนุ่มๆ ใส่รองเท้าพื้นนิ่มและใส่รองเท้าส้นเตี้ย บางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปที่นิ้วเท้าและข้อเท้าและมักพบหนังด้านบริเวณฝ่าเท้าด้วย

  • มีหนังด้านหรือตาปลาที่ฝ่าเท้า 

หนังด้านที่ฝ่าเท้าเกิดจากการกดทับที่มากกว่าปกติ และการเสียดสี หนังด้านบริเวณด้านข้างของนิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วก้อยมักเกิดจากการใส่รองเท้าหน้าแคบทำให้รองเท้าเบียดเสียดสีกับนิ้วเท้า ส่วนหนังด้านบริเวณฝ่าเท้ามักเกิดจากการใส่รองเท้าส้นสูง ทำให้ฝ่าเท้าต้องรับน้ำหนักมากกว่าส้นเท้า และมักพบร่วมกับการปวดฝ่าเท้าด้านหน้า

  • ปวดล้าบริเวณนิ้วเท้า น่อง และหลัง  

เกิดจากการใส่รองเท้าส้นสูง ทำให้กล้ามเนื้อเล็กๆ ในเท้า กล้ามเนื้อน่องและหลังต้องทำงานหนักขึ้น

แต่ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วย รองเท้าแตะนวดฝ่าเท้า ค่ะ เพราะรองเท้าแตะนวดเท้าจะช่วยนวดเท้าของคุณให้ผ่อนคลาย สบายอกสบายใจ อีกทั้งรองเท้าแตะนวดเท้ายังช่วยกดจุดใต้ฝ่าเท้าให้เลือดไหลเวียนได้ดีอีกด้วย

4 สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเราจะเริ่มทำการสร้างบ้าน

สร้างบ้าน

“การสร้างบ้าน” นั้นเป็นความฝันของใครหลาย ๆ คน ใช่ไหมครับ ? และเมื่อบางทีเงินถึงแล้ว ความฝันเรากก็ใกล้จะถึงฝันแล้ว แต่สำหรับบางคนที่กำลังจะสร้างบ้านนะครับ วันนี้เรามีข้อมูลมาให้ท่านพิจารณาก่อนสักนิดก่อนที่จะเริ่มสร้างบ้านก่อนดีกว่า เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์การสร้างบานของคุณได้มากขึ้นนะครับ

สมาชิกในบ้าน

            สมาชิกในการอยู่ของบ้านเรานั้นเป็นอย่างไร มีครอบครัวใหญ่ไหม ? หรือ อยู่กันแบบ พ่อ แม่ ลูก มีสมาขิกไม่เยอะนั้นก็เป็นของสำคัญในการเลือกนะครับ เพราะว่าหากเราไม่รู้จำนวนสมาชิกในบ้าน แต่ ดังลงมือ หรือ เริ่มสร้างบ้านเลยนั้นพอบ้านเสร็จมา กับจำนวนสมาชิก นั้นจะไม่สมดุลกัน บางทีอาจจะขาดห้องสำหรับสมาชิกไปก็ได้นะครับ

งบประมาณในการก่อสร้าง

            เมื่อเรารู้จำนวนสมาชิกในบ้านแล้ว ของต่อมาที่เราต้องรู้นั้นคือ “งบประมาณ” ของเราที่มีอยู่ เรามีเงินเท่าไหร่ในการสร้างบ้านของเรา เราจะสร้างบ้านแบบไหน มีพื้นที่เท่าไหร่ พอดีกับงบของเราไหม เราต้องเข้าใจในเรื่องนี้ก่อนนะครับไม่ใช่ว่าสร้างบ้านที่เกินงบของตัวเอง หรือ สร้างใกล้เสร็จแล้ว งบดันหมดก่อนจำบากเอานะครับ

วางแผน การสร้าง

            เมื่อเรารู้แล้วว่ามีงบเท่าไหร่ ต่อมาเราก็เตรียมแบบบ้าน โดยอาจจะพึ่งบริษัทรับออกแบบบ้าน หรือ Freelance ที่รับออกแบบบ้านก็ได้ และหากเราเลือกใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านก็ให้เข้าไปคุยทั้งเบเบบบ้านพร้อมกับเซ็นสัญญา และดูแลกำหนดการสร้างให้เป็นไปตามที่กำหนด เพื่อที่เราจะได้วางแผนทุกอย่างได้ลงตัว ทั้งช่วงเวลาเข้าอยู่ บ้านเสร็จตอนไหน ถ้าหากเรารุ้กำหนดการจะช่วยเราวางแผนได้ง่ายขึ้น

ความสูงของบ้าน ?

            บ้านเราควรมีกี่ชั้น ? นั้นขึ้นอยู่กับพ่ออยู่อาศัย และขนาดของที่ดิน เช่น หากเรามีผู้สูงอายุด้วย เราไม่ควรสร้างบ้านสองชั้น หรือบ้านที่มีพื้นที่ต่างระดับเกินไป ให้เราเลือกสร้างบ้านที่มีพื้นชั้นเดียวแต่เน้นที่ความกว้างมากกว่า แต่ถหากเราอยู่แบบ ครอบครัว พ่อ แม่ลูก และต้องการความเป็นส่วนตัว ก็อาจจะสร้างบ้านสองชั้น เพื่อมีห้องสำหรับแต่ละคนก็ได้นะครับ

               ดังนั้นก่อนเราจะสร้างบ้านนั้น เราควรพิจารณาจากหลาย ๆ ปัจจัยนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของสมาชิกภายในบ้าน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ไม่ใช่ว่าจำนวนสมาชิกในบ้านเยอะ แต่สวนทางกับพื้นที่ใช้สอยที่น้อยจะทำให้บ้านเราแออัดนะครับดังนั้นเรื่องนี้ต้อง ต้องระหน่อยนะครับ

ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน ของดี ๆ ที่หลายคนอาจจะไม่รู้จัก

ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน

สำหรับบ้านไหนที่มีเด็กทารก หรือเด็กน้อยแบเบาะ แล้วอาจจะประสบปัญหาเหล่าเด็กน้อยของเราฉี่รดที่นอนได้ไหมครับ ? ซึ่งสำหรับการแก้ปัญหาข้อแรกเลยนั้นคือการใช้แพมเพริส ช่วยกันไม่ให้เด็กนั้นฉี่รดที่นอนได้แน่นอน แต่ว่ามันก็ไม่ช่วยในเรื่องความสบายตัวและกลิ่นอับใช่ไหมครับ ? วันนี้เราเลยมาพูดถึงไอเท็มเด็ด ๆ อีกอย่างที่ใช้ได้ดีไม่แพ้กันนั้นคือ ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน

ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน คืออะไร ?

                คือผ้าที่เราใช้ลองที่นอนก่อนที่เราจะปู้ผ้าที่นอน ช่วยให้ความชื้น ฉี่ นั้นไม่ซึมไปถึงที่นอนของเรานั้นเอง ทำให้ทุกการหลับนั้นนสบายตัวมากขึ้น เพราะว่ามีผ้ารองกันเปื้อนที่นอน จะทำให้รู้สึกนิ่มขึ้นด้วย และยังรองรับฉี่ที่ออกมาตอนเจ้าตัวน้อยหลับอีกด้วย ทำให้ที่นอนไม่ได้เจอกับความชื้นนั้นเอง

ที่นอนนุ่มขึ้น

            แน่นอนว่าหากเรามี ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน นั้นเราก็จะได้มีผ้าปูอีกชั้นอีกหนึ่งทำให้ที่นอนของเรานุ่มนิ่มกันอีกด้วยสามารถที่จะนอนได้สบายไม่ปวดหลับ และยังไม่ต้องหวงและกังวลเรื่องของเวลาเจ้าตัวน้อยปวดฉี่อีก เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยก็ว่าได้ ได้ทั้งความสบายตัวจากความนุ่ม และไม่ต้อง ห่วงเจ้าตัวน้อยฉี่รดที่นอน

ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค

            แน่นอนว่าหากเรามี ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน แล้วความชื้นจะไม่ตรงไปถึงที่นอนและนั้นจะทำให้เชื้อโรคและแบคทีเรียนั้นไม่ได้ตกไปอยู่ที่นอน ทำให้เหล่าเจ้าตัวน้อยสบายตัวมากขึ้น และไม่ต้องเจอกับแบคทีเรียมากขึ้นอีกด้วย

หาซื้อง่าย          

            สำหรับ ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน นั้นไม่ได้หาซื้อยากอย่างที่คิดหาซื้อได้ตามร้ายขายที่นอนทั่วไปได้เลย ซึ่งราคานั้นก็ไม่แพงมากด้วย สามารถหาซื้อง่าย ๆ เลยด้วย

                ดังนั้นหากบ้านไหนมีเจ้าตัวน้อยและไม่อยากให้เจาะตัวน้อยเหนอะหนะเวลาปวดฉี่ในตอนกลางคืนละก็ ผ้ารองกันเปื้อนที่นอน คือทางออกที่ดีแน่นอนครับ เพราะไดัทั้งความสบาย และ ความไม่ต้องห่วงเรื่องฉี่รดที่นอนอีกมั่นใจในทุกคืน ตื่นทุกเช้าได้อย่างสบายใจแน่นอน

เลือก Catering แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ

Catering

Catering เป็นบริการรูปแบบอาหารที่เราเติบโตมาพร้อมกับ บริการนี้ตั้งแต่เด็กเลยก็ว่าได้ เพียงแต่เราอาจจะไม่คุ้นชื่อถ้างั้นถ้าผมเรียก “โต๊ะจีน” แน่นอนว่าทุกคนต้องรู้จักแนน่นอน เพราะทุก ๆ คนต้องผ่านรูปแบบนี้ในงานเลี้ยงต่าง ๆ เช่น กินเลี้ยงวันครบรอบบริษัท กินโต๊ะจีนงานบวชคนรู้จัก และยังมีอีกหลาย ๆ งานที่ใช้รู้แบบโต๊ะจีน แต่วันนี้เราจะมาแนะนำที่มากกว่าโต๊ะจีนกันว่ามีรูปแบบอะไรอีกบ้างที่เราสามารถเลือกใช้บริการ Catering

1.Cocktail

                เป้นรูปแบบการจัดอาหารเน้อนอื่มท้องแต่ทานไม่เยอะ นั้นคือจะเป็นการเสิร์ฟอาหารไว้ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งอาหารนั้นจะเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำให้แขกในพิธีตักทานง่าย ๆ  คำไม่ใหญ่เกินไป  โดยอาหารนั้นสามารถเดินหยิบได้เรื่อย ๆ ทางพนักงานจะเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ และเอามาถือไว้เผื่อแขกเรียกอีกด้วย ซึ่งงานที่ใช้การจัดรูปแบบั้นจะเน้นเป็นงานที่เน้นให้แขกได้คุยกันมากกว่ามาทานอาหาร เช่นแถลงข่าว งานแต่ง

2.โต๊ะจีน

            รูปแบบที่เราคุ้นเคยกันนั้นคือรูปแบบที่จะมีคนเข้ามาเอาอาหารมาเสิร์ฟ ไม่ว่าจะเป็นเซ็ทหรือแบบจานเดี่ยว ซึ่งการจัดงานยังนั้นจะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไปนั้นคือ ข้อดีทางเจ้าภาพจะสามารถกะจำนวนแขกที่เขข้ามาร่วมงานได้ แต่ข้อเสียนั้นก็มีด้วยเช่นกันนั้นคือ จะใช้พื้นที่เยอะ คนที่มาร่วมงานอาจจะไม่สนิทกันและเมื่อได้นั่งโต๊ะเดียวกันอาจจะอึดอัด  โดยการจัดงานเลี้ยงแบบโต๊ะจีนนั้นเหมาะกับงานที่มีแขกเป็นผู้ใหญ่ เช่นงานแต่ง  หรืองานเลี้ยงปีใหม่ขององกรร์ก็จะใช้รูปแบบนี้ด้วยเช่นกัน

3.บุแฟ่ต์

            การจัดที่ใคร ๆ หลายคนชอบเพราะแขกสามารถเดินตักทานอาหารแบบไม่จำกัดได้ด้วยโดยข้อดีของการจัดงานแบบนี้คือเราที่เป็นเจ้าภาพสามารถคำนนวนค่าอาหารแบบรายหัวได้เลย และยังสามารถเลือกอาหารตามใจเราได้อีกด้วย ส่วนข้อเสียนั้นคือไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ หรือ คนที่เดินบ่อย ๆ ไม่ได้  หรือคนที่ไม่สะดวกในการตักอาหารเอง งานนี้จะใช้ในการที่ไม่ได้ใช้พิธีรีตองไรมากเช่น งานเลี้ยงสังสรร์ในองกรณ์ งานแต่ง

                เป็นไงครับสำหรับ 3 รูปแบบการจัด Catering ดังนั้นหากท่านวางแผนจะจัดงานไว้แล้วละก็ลองเอาข้อมูลทั้งสามรูปแบบในการเลือกจัดงานดูสิครับว่าจัดรูปแบบไหนถึงจะเหมาะกับงานตัวเอง เพราะหากเลือกได้เหมาะกับการจัดงานของตัวเองนอกจากร้านที่จัดจะได้ชื่อเสียงด้วยแล้ว คุณอาจจะโดดนชมว่าตาถึงในการจัดงานด้วยนะครับ

พัฒนาสมองและความจำด้วยการฟังเพลง

พัฒนาสมองด้วยเพลง

การฟังดนตรีใช่ว่าจะให้ความผ่อนคลาย สนุกสนานและเพลิดเพลินได้อย่างเดียว แต่การฟังเพลงยังช่วยพัฒนาสมองและความจำของคุณได้ด้วย เพราะเมื่อคุณได้ยินเสียงเพลง สมองทุกส่วนจะตื่นตัวและเริ่มทำงาน โดยเริ่มจากสมองส่วน temporal lobe จะผสมผสานระดับเสียง ทำนอง และจังหวะเข้าด้วยกัน แล้วสมองซีกซ้ายจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลและเนื้อหาที่อยู่ในบทเพลง จากนั้นสมองส่วน limbic brain ที่มีหน้าที่สร้างอารมณ์และความรู้สึก จะนำเอาทำนองและเนื้อหาเพลงมาสร้างสรรค์เป็นจินตนาการต่อไป จึงทำงานสมองของเราตื่นตัวตลอดเวลา พร้อมที่จะรับข้อมูลต่าง ๆที่จะเข้ามาได้ดี

ข้อดีของการฟังเพลง

  1. ฟังเพลงเพื่อสมอง
  2. การฟังเพลงจะช่วยให้การทำงานของสมองโดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกับหน่วยความจำ ความรู้ความเข้าใจ ความคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาทำงานได้ดีกว่าปกติ
  3. ฟังเพลงเพื่อความสุข
  4. การฟังเพลงแบบที่ชอบจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขอย่างโดพามีนออกมา โดยเฉพาะการฟังเพลงแจ๊สจะช่วยเพิ่มการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินและสารอิมมูโนโกลบูลิน 
  5. ฟังเพลงเพื่อไกลโรค
  6. นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การฟังดนตรีออร์เคสตราจะช่วยให้ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมมีความมั่นใจในตนเองและอารมณ์ดีขึ้น 
  7. ส่วนการฟังเพลงคลาสสิค จะช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจและชีพจรช้าลง ช่วยลดความดันโลหิต และลดฮอร์โมนความเครียดได้ด้วย
  8. ฟังเพลงเพื่อสร้างสติและสมาธิ
  9. การฟังเพลงจบจนจะช่วยดึงดูดสมาธิให้เราจดจ่ออยู่กับดนตรี และทำนอง ไม่วอกแวก

เพลงแบบไหนที่ดีต่อสมอง?

  1. เพลงของ Mozart อย่าง Sonata for Two Pianos in D Major K448

ดนตรีคลาสสิกเมื่อมีการฟังอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เรามีเชาว์ปัญญาที่มากขึ้น และจินตนาการถูกพัฒนาไปในทางที่ดี โดยเฉพาะดนตรีในเพลงของ Mozart สามารถเปิดการใช้งานวงจรระหว่างเยื่อหุ้มสมองและเส้นประสาท (วงจรของเซลล์ประสาทในสมอง) ที่เกี่ยวข้องระบบความคิด ความเข้าใจ และการแก้ไขปัญหาให้ทำงานได้ดีขึ้น และช่วยทำให้มีสมาธิมากขึ้น

  • ดนตรีจากเปียโน

คลื่นเสียงเป็นระเบียบอย่างเปียโน เมื่อสมองส่วนรับรู้เกิดการรับ ส่ง และเชื่อมโยง เซลล์สมองจะแตกตัวมากขึ้น กระตุ้นสมองเปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายด้วย

การฟังเพลงจึงเปรียบเป็นยาบำรุงสมอง และยาคลายเครียดชั้นดี หากคุณอยากผ่อนคลายจากความเครียดในเรื่องต่าง ๆ หรือเด็กวัยเรียนกำลังอ่านหนังสือสอบ ก็ลองเปิดเพลงเบา ๆ คลอไปด้วย เชื่อได้ว่าคุณจะต้องรู้สึกดีขึ้น และจำเรื่องราวต่าง ๆ ที่อ่านได้ดีขึ้นอย่างแน่นนอน

ประโยชน์ของดนตรีต่อพัฒนาการของเด็ก

ประโยชน์ของดนตรี

“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” ประโยคที่คงคุ้นหูสำหรับใครหลายๆ คน แต่จะมีสักกี่คนที่สนใจและเข้าใจอย่างแท้จริงว่าดนตรีมีประโยชน์ต่อเราอย่างไร แท้จริงแล้วดนตรีนั้น สามารถช่วยกระตุ้นและพัฒนาสมองของเราให้ดีมากยิ่งขึ้น ดนตรีจะมีส่วนช่วยทำให้อารมณ์ของผู้ฟังเปลี่ยนแปลงไป เพราะดนตรีสามารถเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมองและร่างกาย ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งข้อมูลที่อยู่ในรูปของไฟฟ้าเคมี ผ่านระบบประสาท ซึ่งดนตรีบางประเภทสามารถเตรียมสมองให้พร้อมสำหรับการทำงานได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในเด็ก ที่ดนตรีมีผลโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมอง อารมณ์ ร่างกาย และจิตใจ ดังนี้

  1. พัฒนาการทางด้านสมอง ดนตรีจะช่วยให้เด็กๆ รู้สึกผ่อนคลาย โดยร่างกายจะหลั่งสารที่สามารถกระตุ้นให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงทำให้เด็กๆ ที่ฟังดนตรี มีพัฒนาการทางด้านสมองที่ไวกว่า
  2. พัฒนาการทางด้านร่างกาย ดนตรีมีจังหวะที่ค่อนข้างหลากหลาย จะช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ ขยับร่างกายให้เป็นไปตามจังหวะของดนตรี เสมือนการออกกำลังกายแบบที่เด็กๆ สนุกสนานไปพร้อมกับได้พัฒนากล้ามเนื้อให้มีความแข้งแรงมากยิ่งขึ้น
  3. พัฒนาการทางด้านจิตใจ โดยเสียงของดนตรีจะช่วยให้จิตใจของผู้ฟังมีความอ่อนโยน สงบนิ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน พร้อมทั้งยังช่วยเรื่องของการพัฒนาด้านอารมณ์ เพราะดนตรีจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจ และทำให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลาย สงบ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ทำให้เป็นคนอารมณ์เย็น  สอนง่าน ไม่เจ้าอารมณ์
  4. พัฒนาการทางด้านภาษา ในแต่ลพบทเพลง จะมีการขัดเกลาภาษาที่คล้องจอง สละสลวย เพื่อให้บทเพลงมีความไพเราะ ซึ่งอาจประกอบไปด้วยบทประพันธ์ คำพูดต่างๆ ที่จะทำให้เด็กๆ จดจำ และเรียนรู้ภาษาได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  5. พัฒนาการทางด้านจินตนาการ ทั้งภาษา ทั้งจังหวะดนตรี ที่ประกอบกันนั้น สามารถสร้างเสริมความคิดสร้างสรรค์ ให้กับเด็กๆ อีกด้วย
  6. พัฒนาการทางด้านสังคม ดนตรีทำให้เด็กๆ มีพัฒนาการทางสังคม มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่างๆ กับผู้อื่น เช่น ได้แลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้จากบทเพลง การร้องเพลง การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะเพลงร่วมกับเพื่อนๆ หรือในหมู่ญาติพี่น้อง

จะเห็นได้ว่า ดนตรี เป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาสมองให้กับเด็กๆ ได้เป้นอย่างดี เป็นสื่อที่สามารถหาได้ง่ายๆ และใกล้ตัว ไม่ใช่เพียงแค่เด็กที่ได้พัฒนาการจากดนตรี แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองจากดนตรีได้เช่นกัน ลองสังเกตเพื่อน หรือคนรอบข้างของตัวเราว่ามีคนไหน ที่ต้องอาศัยการฟังเพลงก่อนทำงานทุกครั้งหรือไม่ บางคนสร้างสมาธิด้วยการรับฟังดนตรีบรรเลงที่ทำให้สภาพจิตใจสงบนิ่ง แล้วค่อยเริ่มทำงาน ส่งผลให้การทำงานของเราเรียบร้อยและราบรื่นมากยิ่งขึ้นจะเห็นได้ว่าดนตรีไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิงเท่านั้น ดนตรียังให้ความรู้ และพัฒนาการอย่างมากมายอีกด้วย

บทเพลงคาราบาวกับการสะท้อนค่านิยมในสังคม2

บทเพลงคาราบาว

บางคนคิดเพียงว่า เพลงก็คือเพลง จะสามารถสะท้อนสังคมได้อย่างไรกัน แต่จะมีสักกี่คนที่เชื่อว่า เพลงหนึ่งเพลง จะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของสังคมในขณะนั้นได้ ในแต่ละยุคสมัยการสร้างสรรค์บทเพลงขึ้นมา ย่อมมีปัจจัย แรงบันดาลใจต่างๆ ที่ทำให้ผู้แต่งหยิบยกขึ้นมาเพื่อเรียบเรียงเป็นบทเพลง บ้างนึกจินตนาการถึงสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนรัก ที่สรรค์สร้างออกมาเป็นเพลงรัก หวานๆ ซึ้งๆ แต่ใช่ว่าเพลงจะเป็นเพลงรักเสมอไป ลึกๆ แล้ว เมื่อฟังแล้วคิด วิเคราะห์ตาม เราจะได้ทราบถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ในบทเพลง รวมถึงค่านิยม ที่ใครหลายๆ คน ไม่คิดว่าจะพบในบทเพลงด้วย

          ในช่วงหนึ่ง เพลงที่สามารถสะท้อนสังคม และค่านิยมได้ มักจะเป็นบทเพลงที่ใครๆ ต่างเรียกว่า เพื่อชีวิต โดยบทเพลงเหล่านี้ได้รับการสรรค์สร้างมาจากสภาพแวดล้อม สังคม และชีวิตของผู้แต่งในขณะนั้น จึงสามารถสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ตั้งแต่ชื่อเพลง จนกระทั่งในเนื้อเพลง โดยเพลงเพื่อชีวิต ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมากที่สุด คือ เพื่อชีวิตของคาราบาว ที่ผู้คนนิยมเป็นอย่างมาก และยังฮิตติดหูมาจนถึงปัจจุบัน ลองมาดูกันว่า บทเพลงใดของคาราบาว ที่สามารถสะท้อนค่านิยมต่างๆ ในสังคมให้ผู้ฟังได้รับรู้บ้าง

  1. เพลง แม่สาย พ.ศ.2531 เนื้อความในสบทเพลง กล่าวถึง ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่ถูกพ่อแม่ขายให้เป็นโสเภณีในเมืองหลวง ด้วยความรักและกตัญญูต่อบุพการี เธอจึงต้องยอมแลกอิสระภาพและความสุข ไปกับการเป็นโสเภณี สะท้อนให้เห็นว่าในยุคสมัยนั้น ในชนบทเต็มไปด้วยความยากจนและแร้นแค้น จนกระทั่งพ่อแม่ต้องตัดสินใจขายลูกสาว เพื่อให้ตนเองได้มีกินมีอยู่ ส่วนลูกนั้น ต้องยอมจำนนด้วยเพียงวเพราะความกตัญญุ โดยไม่คำนึงถึงความลำบากกายและทุกข์ใจของตนเอง อีกทั้งยังสะท้อนปัญหาของโสเภณีที่มีมากในสมัยนั้นด้วย
  2. เพลง มหาลัย พ.ศ.2527 เป็นบทเพลงที่เนื้อหายังคงกินใจผู้ฟังตั้งแต่ยุคนั้นมาจนถึงยุคนี้ ซึ่งก็ผ่านมาแล้ว 35 ปี เนื่องจากเนื้อหาของบทเพลง ได้กล่าวถึงนักศึกษาที่เรียนจบแล้วแต่ยังไม่มีงานทำ เพราะแพ้เส้นสายต่างๆ ทำให้ตนยังไม่สามารถหางานได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังคงพบเจออยุ่ในปัจจุบัน เรื่องของเส้นสายที่พบได้ในทุกหน่วยงานทั่วประเทศไทย รวมถึงนักศึกษาที่ตั้งใจเล่าเรียน แต่สุดท้ายก็ตกงาน ถึงว่าเปิดเพลงนี้ทีไร สะกิดใจให้วัยเรียนลุกขึ้นโชว์พลังเสียงกันอย่างคึกคนอง
  3. เพลงวิชาแพะ พ.ศ.2534 หลายคนคงงุนงงว่า วิชาแพะมันคืออะไร หรือบางคนก็เข้าใจดี แพะในบทเพลงนี้หมายถึง แพะรับบาป เป็นเพลงที่จิกกัดสังคมได้อย่างแยบยล ที่แฝงไปด้วยความงดงามของภาษาที่ผู้แต่งประพันธ์ออกมาเป็นบทเพลง ซึ่งเพลงนี้สามารถสะท้อนปัญหาของสังคมไทยเรื่องการจับแพะ หรือการยอมเป้นแพะได้เป็นอย่างดี

จะเห็นได้ว่าบทเพลงต่างๆ ไม่ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อความจรรโลงใจเท่านั้น แต่ยังสามารถให้เราได้ศึกษาและเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ หรือสภาพสังคม ค่านิยมในแต่ละยุคสมัยได้อีกด้วย